วันพุธที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2554

การหมักเอนไซม์ด้วยผลไม้


ขั้นตอนการหมักเอนไซม์ด้วยผลไม้

กรรมวิธีหรือขั้นตอนการหมักเอนไซม์จากผลไม้

โดยชมรมบ้าน(รักษ์)สุขภาพ




(ภาพประกอบจากการปฏิบัติจริง)



ขั้นตอนแรก

เตรียมผลไม้ เพียง 1 ชนิดสำหรับใช้หมักทำน้ำเอนไซม์จากผลไม้

เคล็ดลับ ควรเลือกผลไม้เนื้อขาว จะให้สารอาหารมาก และกระบวนการหมักจะสมบูรณ์ดี เช่น แอปเปิล, กล้วยหอม, องุ่น, ส้มโอ เป็นต้น

ข้อควรระวัง
1. ผลไม้ที่นำมาใช้ควรเป็นผลไม้สุกเท่านั้น เพราะผลไม้ดิบจะทำให้เกิดเมทานอลที่เป็นอันตรายต่อร่างกายสูง

2. ไม่ควรหมักทุเรียน เพราะจะเกิดก๊าซมาก และเกิดการระเบิดได้

3. ผลไม้จำพวกมะม่วงสุก สับปะรด มะเขือเทศ ถ้านำมาหมักจะเกิดก๊าซมาก ต้องระวังเป็นพิเศษ

หมายเหตุ

ผลไม้ทุกชนิด ควรแช่ในน้ำเอนไซม์แช่ผักไว้อย่างน้อย 1 ชั่วโมงก่อนนำมาหมัก โดยใช้อัตราส่วนน้ำเอนไซม์แช่ผัก 1 ฝา ผสมกับน้ำสะอาด 3 ลิตร แช่ผลไม้ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมงก่อนนำมาใช้




ขั้นตอนที่ 2

เทน้ำผึ้งความชื้นต่ำ (20%) จำนวน 1 กิโลกรัม (780 ml.) ลงไปในแกลลอนขนาด 5 ลิตร ที่เตรียมไว้ แล้วเติมน้ำสะอาดลงไปให้ท่วมน้ำผึ้ง เขย่าให้เข้ากัน

เคล็ดลับ การหมักเอนไซม์ผลไม้สำหรับดื่ม ควรใช้น้ำผึ้งเท่านั้น เพราะน้ำผึ้งมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ที่คงความอ่อนเยาว์ให้กับผู้รับประทาน อีกทั้งยังมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายมากกว่าน้ำตาล

หมายเหตุ
สามารถใช้น้ำอ้อยแทนน้ำผึ้งได้ แต่ต้องเพิ่มปริมาณให้มากขึ้น อีกทั้งจะได้สารอาหารน้อยกว่าน้ำผึ้ง แต่ไม่ควรใช้น้ำตาล เพราะจะทำให้กระบวนการหมักเกิดแอลกอฮอล์ได้มากกว่าน้ำผึ้ง และเป็นอันตรายต่อไต




ขั้นตอนที่ 3

การหั่นผลไม้ที่ใช้ในการหมัก โดยหั่นให้มีขนาดเล็กพอสมควร (หากสับหรือบดใส่ จะทำให้เกิดตะกอนในปริมาณมาก และยากต่อการแยกน้ำเอนไซม์และกากออกจากกัน)

เคล็ดไม่ลับ

1. หากพบผลไม้ที่ช้ำหรือมีส่วนที่เน่าเล็กน้อยไม่ต้องหั่นทิ้ง สามารถใช้หมักได้เลย ไม่เปลื้อง และทำให้กระบวนการหมักเกิดได้เร็วด้วย

2. ผลไม้ที่สุกจนงอม เหมาะมากในการหมักเพราะจะทำให้ได้สารอาหารสูง อีกทั้งกระบวนการหมักเกิดขึ้นได้เร็วขึ้น เนื่องจากในเนื้อผลไม้มีเอนไซม์อยู่จำนวนมาก และเนื้อผลไม้ก็พร้อมที่จะสลายเป็นสารอาหารแล้ว

 

ขั้นตอนที่ 4

ใส่ผลไม้ที่หั่นแล้วลงไปในแกลลอนที่มีน้ำผึ้งที่ละลายน้ำอยู่ใส่ลงไปให้ได้ 1/3 ของแกลลอน ไม่ต้องใส่เยอะเกินไป

เคล็ดไม่ลับ

ควรหมักเอนไซม์โดยใช้ผลไม้เพียงชนิดเดียว เพื่อให้ได้เอนไซม์เข้มข้นหรือหัวเชื้อของผลไม้ชนิดนั้น แต่ถ้าต้องการกินเอนไซม์จากผลไม้หลาย ๆ ชนิด เมื่อหมักจนครบ 4 ปี ขึ้นไป ให้นำน้ำเอนไซม์จากผลไม้แต่ละชนิดมาผสมกัน โดยเราต้องการสรรพคุณอย่างไร ก็เลือกเอาเอนไซม์ที่มีสรรพคุณนั้นเป็นหลัก โดยใช้อัตราส่วน เอนไซม์หลัก 40% ส่วนตัวอื่น ๆ ก็แล้วแต่ 10% หรือ 5% เป็นต้น






ขั้นตอนที่ 5

เติมน้ำสะอาดให้ท่วมผลไม้ และเหลือช่องว่างไว้ด้านบนประมาณ 2 ข้อนิ้ว (ดังรูป) แล้วปิดฝาให้สนิท จะเขย่าให้เข้ากัน หรือไม่ก็ได้

หลังจากนั้นติดชื่อชนิดของผลไม้ วันที่ทำการหมัก และวันที่จะครบอายุ 6 เดือน


ขั้นตอนที่ 6

การหมักเอนไซม์ เราจะเก็บไว้ในที่ร่ม ลมพัดผ่านได้ ไม่อับ โดยจะทำการหมักทิ้งไว้ 6 เดือน

ในช่วงเดือนแรก ต้องมาเปิดฝาเพื่อระบายแก๊ซออกทุก ๆ 1 -2 วัน

ในช่วงเดือนที่สอง เปิดฝาระบายแก๊ซออกทุก ๆ 3 - 4 วัน

พอครบ 6 เดือน นำมาขยายต่อเป็นหัวเชื้อ ดังนี้



การขยายหัวเชื้อ

ขวดบน คือขวดที่หมักครบ 6 เดือน นำมาถ่ายน้ำเอนไซม์ออกใส่ขวดใหม่ โดยวิธีลักน้ำ (ใช้สายยาง)

สำหรับขวดเดิม (เหลือผลไม้และน้ำเอนไซม์เล็กน้อย) ให้เติมน้ำผึ้งละไปประมาณ 1/2 ลิตร และเติมน้ำลงไปจนเต็ม เหลือช่องว่างไว้ 2 ข้อนิ้ว หมักต่อไปอีก 6 เดือน (จนครบ 3 ครั้ง)

****ครั้งสุดท้าย ให้หมักทิ้งไว้จนครบ 6 ปี จึงนำมากรองผสมน้ำรับประทาน เป็นยอด น้ำพลังเอนไซม์บำบัด

สำหรับขวดใหม่ (ที่แบ่งน้ำเอนไซม์ออกมาได้ 1/3 หรือเกือบครึ่งขวด) ให้เติมน้ำผึ้ง 1/2 ลิตร และเติมน้ำลงไปจนเต็ม เหลือช่องว่างไว้ 2 ข้อนิ้ว หมักต่อไปอีก 6 เดือน (จนครบ 3 ครั้ง)

ทำต่อไปเรื่อย ๆ จนแกลลอนไหนหมักครบ 4 - 6 ปี แล้วจึงค่อยนำมารับประทานได้


อัตราส่วนในการหมักน้ำเอนไซม์ตามหนังสือ ซึ่งสำหรับปฏิบัติจริงก็ดูในเวปค่ะ อาจต่างกันบ้างไม่ต้องงงนะค่ะ เพราะอัตราส่วนเป็นการประมาณการณ์ไม่ต้องตรงมากก็ได้ เพราะธรรมชาติไม่เที่ยง ไม่แน่นอนค่ะ


เคล็ดไม่ลับ

การหมักเอนไซม์สำหรับรับประทาน หากหมักเกิน 6 ปี ขึ้นไป พบว่าขนาดของโมเลกุลของสารอาหารจะมีขนาดเล็กมาก ซึ่งร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว และพบปริมาณของแอลกอฮอล์น้อยมาก อีกทั้งยังเป็นแอลกอฮอล์ชนิดออร์แกนิคแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

ปล. หากไม่ต้องการหมักผลไม้ใหม่ ก็สามารถนำหัวเชื้อน้ำพลังเอนไซม์สูตรเข้มข้นไปใช้หมักเพิ่มและเก็บไว้กินได้ โดยไม่จำเป็นต้องกรอง เพราะจะมีความขุ่นน้อยกว่าการหมักด้วยหัวเชื้อที่ทำจากผลไม้ตรง


แบบเข้มข้น สำหรับขยายต่อไปเรื่อย ๆ ได้ 3 ครั้ง คือ

หัวเชื้อ ต่อ น้ำผึ้ง ต่อ น้ำสะอาด ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ต่อ 1 ส่วน ในขวดขนาด 1 ลิตร
หมักนาน 3 เดือน แล้วนำไปต่อได้ หรือนำไปหมักกับผลไม้เป็นหัวเชื้อได้

แบบสำหรับรับประทาน คือ

หัวเชื้อ ต่อ น้ำผึ้ง ต่อ น้ำสะอาด ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ต่อ 5 ส่วน ในขวดขนาด 5 ลิตร
  • หมักนาน 15 วัน รับประทานได้ทันที
  • หมักต่อไปจนครบ 6 เดือน นำไปขยายได้
  • หมักต่อไป 6 ปี โดยเติมน้ำผึ้งทุก ๆ 6 เดือน หรือทุก 1 ปี จนได้ยอดน้ำพลังเอนไซม์บำบัด

พืช gmo


พืช gmo เป็นตัวย่อของคำว่า  Genetically Modified Organisms 
มีความหมายว่า สิ่งมีชีวิตที่ได้จากการดัดแปลงหรือตัดแต่งพันธุกรรมด้วยวิธี
การทางพันธุวิศวกรรมเท่านั้น


พืช gmo
สารพันธุกรรมหรือที่เรียกว่า DNA เป็นสารเคมีที่ประกอบกันขึ้นเป็นหน่วยพันธุกรรมหรือ ยีน (GENE)
 และสิ่งมีชีวิตดังกล่าวอาจจะเป็นสัตว์ พืช หรือจุลินทรีย์จุลินทรีย์ GMO นั้นใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและยา
 และมีจุลินทรีย์ GMO ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการกำจัดคราบน้ำมันได้ดีพืช GMO เช่น ฝ้าย ข้าวโพด มันฝรั่ง
 มะละกอ เรานิยมทำ GMO ในพืชเพราะว่าทำได้ง่ายกว่าสัตว์ และสามารถศึกษาพืช GMO ได้หลายๆ ชั่วอายุของพืช
 (Generation) เพราะว่าพืชมีอายุสั้นกว่าสัตว์ ซึ่งอายุของสัตว์แต่ละ Generation นั้นกินเวลานานหลายปี
สัตว์ GMO เช่น ปลาแซลมอน ซึ่ง Modified หมายความว่า ปลานี้ได้รับการปรุงแต่ง หรือดัดแปลงโดยมนุษย์
ไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหาร เพราะมนุษย์ล้นโลกได้เป็นอย่างดี 
จึงเป็นวิธีพัฒนาการทางด้านอาหารสำหรับบริโภคของมนุษย์



วิธีการทำ GMO

ปัจจุบันนักเทคโนโลยีชีวภาพได้ทำการศึกษาวิจัยด้าน GENE หรือ GENOME 
ทำให้สามารถวิเคราะห์โครงสร้างในสิ่งที่มีชีวิตและยีน เพื่อปรับปรุงคุณลักษณะให้ดีกว่าเดิม 
คือ การทำ GMO นั่นเอง

GENETIC ENGINEERING หรือพันธุวิศวกรรมนั้น เป็นวิธีการที่เรียกว่า Biotechnology 
หรือเทคโนโลยีทางชีวภาพ เป็นวิธีการที่คัดเลือกสายพันธุ์โดยทำลงไปที่ยีนที่ต้องการโดยตรง 
แทนวิธีการผสมพันธุ์แบบเก่า แล้วคัดเลือกลูกสายพันธุ์ผสมที่มีลักษณะตามความต้องการ 
ถึงแม้ว่าจะใช้เวลานานก็ตาม

วิธีการทำ GMO มี 2 ขั้นตอนดังนี้

1. เจาะจงโดยการค้นหายีนตัวใหม่หรือจะใช้ยีนที่เป็น TRAITS (มีคุณลักษณะแฝง) ก็ได้ 
ตามที่เราต้องการ ยีนตัวนี้อาจจะมาจากพืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ก็ได้

2. นำเอายีนจากข้อที่ 1. ถ่ายทอดเข้าไปอยู่ในโครโมโซมของเซลล์ใหม่ ซึ่งทำได้หลายวิธี

พืช gmo วิธีหลักที่ใช้กันในปัจจุบัน มี 2 วิธีคือ

2.1 ใช้จุลินทรีย์ เรียกว่า Agro-Bacterium เป็นพาหะช่วยพายีนเข้าไป ซึ่งคล้ายกับการ
ใช้รถลำเลียงสัมภาระเข้าไปไว้ในที่ที่ต้องการ

2.2 ใช้ปืนยีน (GENE GUN) ยิงยีนที่เกาะอยู่บนผิวอนุภาคของทอง ให้เข้าไปใน
โครโมโซมเซลล์พืช กระสุนที่ยิงเข้าไปเป็นทองและนำ DNA ติดกับผิวของกระสุนที่เป็น
และยิงเข้าไปในโครโมโซมด้วยแรงเฉื่อย จะทำให้ DNA หลุดจากผิวของอนุภาคของทอง 
เข้าไปอยู่ในโครโมโซม ส่วนทองก็จะอยู่ภายในเนื้อเยื่อโดยไม่มีปฏิกิริยาใดๆ
อนุภาคของทอง 

เมื่อเข้าไปที่ใหม่ จะโดยวิธี 2.1 หรือ 2.2 ก็ตาม ยีนจะแทรกตัวรวมอยู่กับโครโมโซมของพืช 
จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครโมโซมพืช การถ่ายทอดยีนเข้าสู่พืชนั้นมิได้เป็นการถ่ายทอดเฉพาะ
ยีนที่ต้องการเท่านั้น แต่เป็นการถ่ายทอดชุดของยีนเรียกว่า GENE CASSETTE โดย
นักวิทยาศาสตร์ที่นำเอายีนที่ต้องการนั้น ไปผ่านขบวนการเสริมแต่ง เพื่อเพิ่มตัวช่วย 
ได้แก่ ตัวควบคุมการทำงานของยีนให้เริ่มต้นและยุติ และตัวบ่งชี้ปรากฏการณ์ของยีน 
ซึ่งตัวช่วยทั้งสองเป็นสารพันธุกรรมหรือยีนเช่นกัน ทั้งหมดจะถูกนำมาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน
เป็นชุดของยีนก่อนจะนำชุดของยีนนั้น ไปฝากไว้กับเชื้ออะโกรแบคทีเรียมหรือนำไปเคลือบ
ลงบนผิวอนุภาคของทองอีกทีหนึ่ง

นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้องพ่วงตัวช่วยเหล่านั้นกับยีนที่ต้องการเพื่อใส่ยีนเข้าไปในเซลล์พืช 
ให้สามารถทำงานได้ หรือสามารถควบคุมให้มีการสร้างโปรตีนได้ เมื่อมีตัวควบคุม
การทำงานของยีนให้เริ่มต้นหรือให้ยุติ ก็เปรียบเหมือนกับสวิตช์ที่เปิดปิดได้นั่นเอง

นอกจากนี้ยังต้องมีวิธีการติดตามหรือสะกดรอยชุดยีนที่ใส่เข้าไป พืช gmo 
โดยตรวจหาสัญญาณตัวบ่งชี้การปรากฏของยีน ซึ่งตัวบ่งชี้นี้ช่วยให้สามารถคัดแยกเซลล์พืช
หรือต้นพืชที่ได้รับการใส่ชุดยีนได้

 

วิธีการตรวจหา GMO ในพืชหรือในอาหาร
วิธีการดูด้วยตาเปล่าไม่สามารถบอกได้ว่าพืชชนิดใดเป็น GMO ต้องใช้เทคนิคชั้นสูง ต้องมีแลบ มีเครื่องมือ มีนักวิทยาศาสตร์ที่เชี่ยวชาญตรวจหาสาร GMO คือ ยีนที่ทำหน้าที่เป็นสวิตช์เปิดคือ 35 S PROMOTER และส่วนที่เป็นสวิตซ์ปิดเรียกว่า NOS TERMINATOR หรือตรวจยีนตัวเลือก เรียกว่า MARKER GENE หรือ SELECTABLE MARKE GENE จะค่อนข้างยุ่งยากและลำบากในการตรวจพอสมควร


GMO ภัยมืด


GMO ภัยมืด
          GMO ( Genetically modified oraganisms) หมายถึงสิ่งมีชีวิตที่ถูกตัดต่อและดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรม (DNA)   ซึ่งพืชที่ถูกตัดต่อและดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรมนี้สามารถให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นเพื่อผลประโยชน์ทางการตลาด  ฟังดูแล้วเหมือนจะเป็นพัฒนาการใหม่ที่ดี  แต่กลับมีภัยมืดที่แฝงอยู่  เนื่องจากในขบวนการทำจะมีการตัดต่อและนำยีนส์ตัวใหม่ใส่เข้าไปในสิ่งมีชีวิต เช่นพืช เพื่อให้สามารถทนต่อยาฆ่าแมลง หรือทำให้สามารถฆ่าแมลงศัตรูพืชที่อาศัยกินพืชชนิดนั้น   ปัญหาที่กลัวคือ สามารถมีการถ่ายทอดรหัสพันธุกรรมข้ามชนิดพันธุ์ (species) ได้ ซึ่งภาวะเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ   ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีผลกระทบกับสุขภาพคุณโดยไม่รู้ตัว  ยกตัวอย่างเช่น  เมื่อคุณกินเนื้อวัวหรือดื่มนมวัว  ซึ่งวัวตัวนั้นกินข้าวโพดที่ผ่านการตัดต่อและดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรมซึ่งสามารถทนต่อยาฆ่าแมลงได้ในปริมาณมาก   นั่นหมายถึงคุณจะได้รับยาฆ่าแมลงจำนวนนั้นเข้าไปด้วย และแน่นอนสารเคมีเหล่านี้ย่อมมีผลกระทบกับระบบภูมิคุ้มกัน  ภาวะภูมิแพ้ หรือแม้แต่สามารถก่อให้เกิดมะเร็งได้
                ในอเมริกา  เกือบ 70%ของพืชที่วางขายตามซุปเปอร์มาเกตเป็นพืชที่ถูกตัดต่อและดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรม  เนื่องจากรัฐบาลของอเมริกาไม่ได้สนใจถึงผลกระทบในระยะยาวของพืชGMOที่อาจมีต่อมนุษย์   และเนื่องจากยังไม่มีการศึกษาถึงผลกระทบในระยะยาว  ในส่วนของรัฐบาลอังกฤษยังไม่อนุญาตให้มีการจำหน่ายพืชGMOอย่างเสรี  เนื่องจากผลการวิจัยที่มีอยู่ทำให้นักวิจัยเชื่อว่า อาหารที่มาจากการดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรมมีโอกาสเป็นพิษ และเป็นสิ่งแปลกปลอมของร่างกาย  และยังทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมากขึ้น
                จากการศึกษาของ Dr. Pusztai ในปี 1998-1999 ในหนู  หลังจากทดลองให้หนูกลุ่มหนึ่ง กินมันฝรั่งที่ผ่านการตัดต่อและดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรมเป็นเวลา 10 วัน พบว่าอวัยวะต่างๆ ตลอดจนระบบภูมิคุ้มกันของหนูกลุ่มนี้ถูกทำลาย  ในขณะที่หนูอีกกลุ่มกินมันฝรั่งธรรมดานั้น ตรวจไม่พบความผิดปกติใดๆ    เขาจึงสรุปว่า ขบวนการตัดต่อและดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรมต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่สามารถเปลี่ยนแปลงทำให้มันฝรั่งกลายเป็นสิ่งที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย  ซึ่งนักวิทยาศาตร์ได้ตั้งเป็นสมมุติฐานว่า มีการติดเชื้อไวรัสที่ทำลายเซลล์เยื่อบุลำไส้ของหนูซึ่งเป็นผลมาจากการตัดต่อรหัสทางพันธุกรรมของพืช
                ในวันที่ 17 พฤษภาคม 1999  สมาคมการแพทย์ของอังกฤษ ได้ออกประกาศเตือนอย่างเป็นทางการว่า อาหารที่มาจากสิ่งมีชีวิตที่ผ่านการตัดต่อและดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรมนั้น สามารถก่อให้เกิดสิ่งแปลกปลอมชนิดใหม่ในมนุษย์ ตลอดจนมีผลทำให้ดื้อยาปฏิชีวนะอีกด้วย
                ในปลายปี 1999 จากเอกสารของ Ronnie Cummins ที่ออกแถลงการณ์จากนักวิทยาศาตร์ 231 คน  กว่า 31 ประเทศ   เชื่อว่าไวรัสที่ใช้ตัดต่อพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิตทำให้เกิดไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ที่สามารถก่อให้เกิดโรคได้ 
                อย่างไรก็ตาม การศึกษา ทดลองเกี่ยวกับเรื่องอาหารที่ผลิตจากสิ่งมีชีวิตที่ผ่านการตัดต่อและดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรม ยังมีน้อย  ทุกวันนี้จึงยังสรุปไม่ได้ว่าอาหารประเภทนี้ปลอดภัยกับเราหรือไม่......
                สำหรับผลกระทบของ GMO ต่อสิ่งแวดล้อม  พืชผ่านการตัดต่อและดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรม สามารถถ่ายทอดรหัสพันธุกรรมใหม่นี้ไปยังพืชชนิดอื่นได้  และที่เลวร้ายขึ้นอีกคือ เมื่อมีการแพร่พันธุ์จะเกิดการกลายพันธุ์ได้    จากการศึกษาของ Jame Kling ปี 1994 พบว่าต้น mustard มียีนส์ของต้น canola ที่ผ่านการตัดต่อและดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรมให้ทนต่อยาฆ่าแมลงทั้งที่อยู่ในไร่ที่ห่างกันเข้ามาปนเปื้อน    นอกจากนี้ยังพบอีกว่า ละอองของพืชเหล่านี้สามารถไปได้ไกลถึง 3 ไมล์       นอกจากนี้ในปี 1999  นักวิทยาศาตร์ของมหาวิทยาลัย Cornell ได้ทำการตรวจผีเสื้อที่กินใบไม้ที่มีละอองของข้าวโพด GMO ปนเปื้อน พบว่าผีเสื้อถึง 44%ตาย  ส่วนที่เหลือพบว่าน้ำหนักลดลงถึง 60%   อย่างไรก็ตามผลในระยะยาวของพืช GMO ต่อพื้นดิน แมลง สัตว์ ยังไม่สามารถสรุปได้อย่างสมบูรณ์ แต่ก็มีสัญญาณบางอย่างที่บ่งบอกว่าไม่น่าจะปลอดภัยนัก  
                ปัจจุบันนี้ ในประเทศทางยุโรปและในญี่ปุ่น  มีข้อกำหนดว่าอาหารใดก็ตามที่ผลิตจากสิ่งมีชีวิตที่ผ่านการตัดต่อและดัดแปลงรหัสทางพันธุกรรม ต้องติดฉลากให้ผู้บริโภคทราบ  เพื่อให้ผู้บริโภคมีสิทธิ์เลือกได้   ถึงแม้ว่าในอเมริกา จะยังไม่มีมาตรการนี้มาใช้
          ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจาก GMO ที่มีแพร่หลายในท้องตลาด ได้แก่ แอสพาแตม (สารให้ความหวานแทนน้ำตาล)  ข้าวโพด  ฝ้าย  ผลิตภัณฑ์จากนม มะละกอ  มันฝรั่ง  ถั่ว  มะเขือเทศ
       แอสพาเตม  เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาล  พบได้ในเครื่องดื่ม เช่นน้ำอัดลม น้ำหวาน   วิตามินสำหรับเด็ก  ยา  หมากฝรั่ง  ลูกอม รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันต่ำ (low fat product) เช่น แยม เจลลี่
       ข้าวโพด  ผลิตผลจากข้าวโพด ในรูปของซุปข้าวโพด  น้ำตาลข้าวโพด แป้งข้าวโพด น้ำมันข้าวโพด   รวมถึง วิตามินซี มันฝรั่งทอด ลูกอม หมากฝรั่ง ไอศกรีม น้ำสลัด ซอสมะเขือเทศ ขนมปัง คุกกี้  ธัญพืชอาหารเช้า (cereal)  แป้งทำขนม  แอลกอฮอล์  วานิลา มาการีน ซอสถั่วเหลือง โซดา อาหารทอด พาสตา  ทั้งนี้น้ำตาลจากข้าวโพดมีทั้งในรูปของเดร็กโตรส กูลโคส มอสโตส ซูโครส และน้ำตาลที่เติมในผลไม้กระป๋อง น้ำอัดลม    นอกจากนี้ยังพบในสารปรุงแต่งรสในมันฝรั่งแฮม ในเนื้อไก่ที่ชื่อว่า มอลโตเดร็กตริน (Maltodextrin) ที่สกัดจากข้าวโพด
       ฝ้าย  :น้ำมันจากเมล็ดฝ้าย ซึ่งเป็นน้ำมันพืชชนิดหนึ่ง พบได้ในมันฝรั่งทอด เนยถั่ว แครกเกอร์ คุกกี้
       ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม นม ชีส เนย ซาวน์ครีม โยเกริ์ต รวมถึงน้ำนมที่ได้จากวัวที่ฉีดโกทฮอร์โมน (rBGH)
       มะละกอ  และผลไม้อื่นๆ ได้แก่ แอปเปิ้ล องุ่น สเตอเบอรี่ ซึ่งผลไม้กลุ่มนี้จะพบว่ามียาฆ่าแมลงจำนวนมาก   นอกจานี้ยังพบในสับปะรด กล้วย แตงเมลอน
       มันฝรั่ง รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีมันฝรั่งเป็นองค์ประกอบ เช่น มันฝรั่งแผ่นทอด  มันฝรั่งอบ  พายมันฝรั่งรวมมิตร ซุปมันฝรั่ง
       ถั่ว รวมทั้งเลซิติน (lecithin)  ซอสถั่ว โปรตีนถั่ว แป้วถั่ว และจีนิสเตน (genistein)     ซึ่ง Lecithin E322 นิยมใช้เป็นสารปรุงแต่งในอาหาร โดยเฉพาะในกลุ่มขนมปังและเบเกอรี่ ช็อคโกแลต  มายองเนส  นมผง  ครีม  ชีสสเปรด (cheese spread)  พาสต้าสด  นอกจากนี้ยังพบในเต้าหู้  ซีเรียล เบอเกอร์ผัก
       มะเขือเทศ : ไม่ว่าจะเป็นมะเขือเทศพันธุ์พื้นเมือง หรือแม้แต่มะเขือเทศเชอรี่   รวมทั้งผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะเขือเทศ เช่น ซอส  พิซซา  ลาซานย่า และอาหารอิตาเลียน  อาหารเม็กซิโก
                      รายชื่อผลิตภัณฑ์ที่มีGMO เป็นองค์ประกอบได้แก่
o     ซีรีแลค (Cerelac) อาหารเด็กของบริษัทNestle
o     เนสวิต้า (Nesvita) เครื่องดื่มธัญหารของบริษัทNestle
o     กู๊ดทาม ( Goodtime) เครื่องดื่มธัญหาร
o     คนอร์ ซุปถ้วย ( Knorr cup soup) ครีมซุปข้าวโพด
o     นิชชิน บะหมี่ถ้วย ( Nissin cup noodle)
o     เลย์สแตค ( Lay’s stax) มันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ
o     พริงเกิลล์ (Pringles snack) มันฝรั่งแผ่นทอดกรอบ
o     High class VITA-TOFU soy bean
o     นาบิสโก้ ชิพส์อะฮอย ( Chips Ahoy) คุกกี้ช็อกโกแลตชิพ
o      Ensure complete ของบริษัท Abbott
o     Frisosoy soy-protein สูตรเด็กอ่อน ของบริษัท Friesland Nutrition
o     นมผง S-26 ของบริษัทWyeth
o     Isomil infant formula
o     Gerber Mixed Fruits
o     Gerber Cream of Brown rice
o     Gerber Green Monggo
o     Kellog’s Chocos Chex
o     Farina’s hot wheat cereal
o     Bonus Vienna franks

ยีนบำบัดต้านไวรัส HIV



      ยีนบำบัดต้านไวรัส HIV




ยีนบำบัดต้านไวรัส HIV (AIDS Update)
Health Day News: การศึกษาใหม่ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ๆ ที่บ่งชี้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะใช้ยีนบำบัดต่อสู้ไวรัสที่เป็นสาเหตุของ โรคเอดส์แต่วิธีการนี้ยังไม่พร้อมที่จะนำมาใช้กับคนไข้และจะมีต้นทุนสูงมาก แต่ก็เป็นบันไดขั้นหนึ่งที่จะนำไปสู่การรักษาโดยใช้ยีน Dr. Pablo Tebar ผู้ร่วมวิจัยซึ่งเป็นรองศาสตราจารย์ด้านอายุรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเพนซิลวาเนีย
ยารักษาโรคเอดส์ในปัจจุบันช่วยให้คนไข้ดำรงชีวิตตามปกติได้แม้จะมีเชื้อHIV แต่การใช้ยาก็มีอาการข้างเคียงต่าง ๆ  ก็ได้ และบางคนก็เกิดระบบภูมิคุ้มกันต่อต้านยา ดังนั้นขั้นต่อไปคือทำอย่างไรจึงจะรักษาหรือควบคุมโรคนี้ได้ในระดับที่คนไข้ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาที่มีราคาแพงและซับซ้อนซึ่งเกิดพิษได้ ทางเลือกหนึ่งก็คือทำให้ร่างกายต่อสู้กับ HIV โดยไม่ต้องพึ่งยา ซึ่งก็คือยีนบำบัดนั่นเอง   
ในการศึกษานี้นักวิจัยแยกเซลล์ภูมิต้านทานออกจากร่างกายคนป่วยดัด แปลงยีนแล้วนำใส่กลับไปในคนไข้ คนไข้ที่มีเชื้อ HIV 8 ราย 3 รายร่วมในการศึกษานี้ เมื่อนำเซลล์ที่ดัดแปลงแล้วใส่กลับในคนไข้แล้วหยุดยารักษาHIVดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น พบว่าระดับเชื้อ HIV ลดลงต่ำกว่าระดับที่คาดไว้ในคนไข้ 7 ราย และเชื้อไวรัสหายไปหมดในคนไข้ 1 ราย ซึ่งพบได้เป็นบางครั้งแต่มิได้หมายความว่าโรคนี้หายขาด ซึ่งนักวิจัยกำลังค้นหาสาเหตุและหาแนวทางที่จะให้เกิดขึ้นในคนไข้ทั่วไป   
หากวิธียีนบำบัดนี้ใช้รักษาคนไข้ที่ติดเชื้อHIV ได้ จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับคนไข้ที่ใช้ยาไม่ได้ผลดี คนไข้นับพันนับหมื่นที่ดื้อต่อยาที่ใช้รักษาHIV จะมีทางเลือกได้แต่ราคาค่ารักษาจะสูงมากถึงประมาณUS $ 20,000 และยังไม่ทราบว่าต้องใช้เวลารักษานานเท่าใด เพราะอิมมูนเซลล์ไม่อยู่อย่างถาวร

วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

ผสมเทียมวัว

การผสมเทียม


การผสมเทียม (Artificial insemination)
          การผสมเทียม (Artificial insemination) ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง การผสมพันธุ์ด้วยวิธีฉีดน้ำอสุจิเข้าอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศเมีย โดยไม่ได้ร่วมสัมพันธ์ทางเพศกัน
          นอกจากนี้ การผสมเทียมยังหมายถึง การขยายพันธุ์สัตว์ ด้วยเทคนิคที่สามารถป้องกันการแพร่โรคทางการสืบพันธุ์
ก่อนที่จะเรียนรู้ถึงวิธีการผสมเทียม ควรทราบถึงประวัติและวิวัฒนาการของงานผสมเทียมเสียก่อน เพื่อเป็นพื้นฐานในการศึกษาเรื่องการผสมเทียมเพื่อพัฒนางานผสมเทียมต่อไป
          ประวัติงานผสมเทียม
          การผสมเทียม ได้เริ่มกำเนิดขึ้นในโลก ประมาณปี พ.ศ.1865 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวอาหรับ ได้ทำการผสมเทียมม้าเป็นผลสำเร็จ โดยใช้น้ำเชื้อม้าที่ติดที่หนังหุ้มลึงค์ นำมาผสมให้กับแม่ม้าที่กำลังเป็นสัด ทำให้แม่ม้าตั้งท้องและคลอด
ปี  พ.ศ. 2220 ลีเวนฮุค(Leeuwenhoek) และแฮมม์(Hammได้ค้นพบสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เคลื่อนไหวอยู่ในน้ำเชื้อของสัตว์ตัวผู้ จึงได้ตั้งชื่อว่าเอนิมัลคู(Animalcule) ซึ่งหมายถึงสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในขณะนั้น ยังไม่ทราบว่าสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่เคลื่อนไหวอยู่ในน้ำเชื้อของสัตว์ตัวผู้คืออะไร
ปี พ.ศ. 2323 ได้มีนักวิทยาศาสตร์ชาวอิตาลี  ชื่อลาซาโล (Lazarro Spallanzani) ได้เขียนผลงานวิจัยเกี่ยวกับผลสำเร็จของการผสมเทียม โดยได้ทำการผสมเทียมสุนัข ได้ลูกสุนัขที่เกิดจากการผสมเทียม ตัว และได้ทดลองแยกน้ำเชื้อโดยการกรอง พบว่า ส่วนของน้ำเชื้อที่ผ่านเครื่องกรองออกมานั้น ถ้านำไปฉีดในแม่สัตว์ที่กำลังเป็นสัด ปรากฎว่าผสมไม่ติด แต่ถ้าเอาส่วนบนที่ติดกับเครื่องกรองไปผสม ปรากฎว่าผสมติดดีขึ้น และยังพบว่า ถ้าทำให้น้ำเชื้อเย็นลงระดับหนึ่ง จะสามารถเก็บรักษาน้ำเชื้อได้นานมากขึ้น
ปี พ.ศ. 2457 ศาสตราจารย์ อะเมนเทีย(Prof.Amantea) ได้ทำการประดิษฐ์อวัยวะเพศเมียเทียมของสุนัข (Artificial vagina) เพื่อใช้ในการรีดเก็บน้ำเชื้อจากพ่อสุนัข จนเป็นจุดเริ่มต้นของการประดิษฐ์อวัยวะเพศเมียเทียมของสัตว์ชนิดอื่น ๆ  
ปี พ.ศ. 2479 นักวิทยาศาสตร์ของประเทศเดนมาร์ค เริ่มพัฒนาการผสมเทียมโคนม โดยใช้วิธีล้วงเข้าทางทวารหนัก (Rectovaginal insemination) โดยใช้มือล้วงเข้าทางทวารหนักจับคอมดลูก(Cervix) แล้วใช้ปืนฉีดน้ำเชื้อสอดผ่านช่องคลอด ผ่านคอมดลูก(Cervix) จนไปถึงตัวมดลูก(Body of Uterus) และฉีดน้ำเชื้อในมดลูกทำให้อัตราการผสมติดดีขึ้น
หลังจากนั้น งานผสมเทียมได้มีการขยายมากขึ้น และกระจายไปสู่สัตว์ต่าง ๆ มีการผสมเทียมสุนัข ม้า โค แพะ แกะ จนสามารถให้กำเนิดลูกสัตว์ได้นับแสนตัว
ปี พ.ศ. 2483 ได้มีการพัฒนาน้ำเชื้อ โดยฟิลลิป(Philips) และลาดี้(Lardy) ได้ทดลองนำไข่แดงผสมเป็นสารเจือจางน้ำเชื้อ พบว่าสามารถป้องกันอันตรายของตัวอสุจิในการลดอุณหภูมิของน้ำเชื้อ และทำให้สามารถเก็บน้ำเชื้อได้นาน 2-3 วัน
ปี  พ.ศ. 2484 ซาลิสเบอรี่(Salisburyและคณะ ทดลองใช้โซเดียม ซิเตรท(Sodium citrate) และ ไข่แดง เป็นบัฟเฟอร์(buffer) ในสารเจือจางน้ำเชื้อ สามารถเพิ่มปริมาตรน้ำเชื้อ และแบ่งน้ำเชื้อไปผสมเทียมให้กับสัตว์ได้มากตัว
ปี พ.ศ. 2489  อรัมคริส(Alamquist) และคณะ ได้ทดลองเติมยาปฏิชีวนะลงไปในสารเจือจางน้ำเชื้อ พบว่าสามารถป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อโรคในน้ำเชื้อได้ดี
ปี พ.ศ. 2492  ซี โพล(C.Polge) และคณะ ชาวอังกฤษ ได้ทำการแช่แข็งน้ำเชื้อได้สำเร็จโดยเก็บน้ำเชื้อในน้ำแข็งแห้งอุณหภูมิ -79 องศาเซลเซียส
ปี พ.ศ. 2495 พอล(Polge) และโรสัน(Rowson) ได้พบว่า การเติมกลีเซอรอล ลงในสารเจือจางน้ำเชื้อ จะช่วยให้อสุจิรอดชีวิตจากการเก็บที่อุณหภูมิ -196 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นจุดเริ่มในการผลิตน้ำเชื้อแช่แข็ง
บิดาแห่งการผสมเทียม
            การผสมเทียมในประเทศไทยเริ่มขึ้นโดย ในปี พ..2496 ศาสตราจารย์นีลล์ ลาเกอร์ลอฟ ชาวสวีเดน ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจากเอฟ.เอ.โอได้เดินทางมาสำรวจการเลี้ยงปศุสัตว์ในประเทศไทย โดยทุนของ เอฟ.เอ.โอจากนั้นได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบันเพื่อทูลเกล้าฯ ถวายโครงการผลิตโคนมลูกผสมด้วยวิธีการผสมเทียมในประเทศไทย ซึ่งวัตถุประสงค์ของ โครงการฯ คือ เพื่อให้ประเทศไทย สามารถผลิตน้ำนมได้เองภายในประเทศ ทดแทนการนำเข้านมและผลิตภัณฑ์นมจากต่างประเทศ (มูลค่านำเข้าขณะนั้นประมาณ 1,000 ล้านบาทเศษ)
            หลังจากนั้น ในปี พ.. 2497 กรมปศุสัตว์ได้ส่งข้าราชการ 2 นายคือ นายสัตวแพทย์ทศพร สุทธิคำ และนายสัตวแพทย์อุทัย สาลิคุปต์ โดยทุน เอฟ.เอ.โอไปศึกษาอบรมนานาชาติ ณ ราชวิทยาลัยสัตวแพทย์ กรุงสต๊อกโฮล์ม ประเทศสวีเดน ซึ่งองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติร่วมกับรัฐบาลสวีเดน ได้เปิดหลักสูตรฝึกอบรมวิชาการสืบพันธุ์ รวมทั้งการผสมเทียมขึ้นเป็นรุ่นแรก
            หลังจากนายสัตวแพทย์ทศพร สุทธิคำ ศึกษาวิชาการสืบพันธุ์และผสมเทียม  ณ ประเทศสวีเดนสำเร็จ และเดินทางกลับประเทศไทย ท่านได้เริ่มต้นด้วยการพยายามก่อตั้งสถานีผสมเทียม เพื่อให้บริการผสมเทียมแก่ปศุสัตว์ของเกษตรกร รวมถึงพยายามถ่ายทอดความรู้ด้านการผสมเทียมแก่นักวิชาการของกรมปศุสัตว์ ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีงบประมาณสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าว แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจริง จนในปี พ.. 2499 กรมปศุสัตว์จึง ได้เปิดสถานีผสมเทียมแห่งแรก ที่จังหวัดเชียงใหม่ และได้มอบหมายให้นายสัตวแพทย์ทศพร สุทธิคำ ปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าสถานีผสมเทียมดังกล่าว
จากที่การปฏิบัติงานผสมเทียมในระยะต้น ๆ ยังไม่มีงบประมาณสนับสนุน นายสัตวแพทย์ทศพร ใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวด ที่จะประยุกต์ดัดแปลงเครื่องมือต่าง ๆ ที่มีอยู่ สำหรับปฏิบัติงานผสมเทียมโดยไม่ต้องซื้อหาจากต่างประเทศ จนสามารถประยุกต์อุปกรณ์ที่มี นำมาปฏิบัติงานผสมเทียมได้ และในวันที่ กันยายน พ.. 2499 นายสัตวแพทย์ทศพร ได้ผสมเทียมให้แม่โคตัวแรก ที่อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งเป็นแม่โคของนายนคร ผดุงกิจ เป็นผลสำเร็จ แม่โคดังกล่าวได้ตั้งท้องและต่อมาคลอดลูกเป็นลูกโคเพศเมีย ดังนั้น ในวันที่ กันยายน ของทุก ๆ ปี จึงถือเป็นวันกำเนิดงานผสมเทียมของประเทศไทย
            ในปี  .. 2501 สถานีผสมเทียมแห่งที่สองได้ตั้งขึ้นที่หน่วยผสมเทียมกลางในกรมปศุสัตว์ โดยมีนายสัตวแพทย์ประเสิรฐ ศงสะเสน เป็นหัวหน้าสถานีผสมเทียมกรุงเทพมหานคร ซึ่งนายสัตวแพทย์ประเสริฐ ได้พัฒนาและปรับปรุงพื้นฐานการเลี้ยงโคนมและการผสมเทียมในกรุงเทพมหานครตามรอยของนายสัตวแพทย์ทศพรที่สร้างไว้ จนประสบความสำเร็จอย่างดียิ่ง